﻿<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><rss version="2.0" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"><channel><title>เว็บบอร์ด </title><link>http://www.smartcoating.com</link><pubDate>Thu, 24 May 2012 18:38:31 GMT</pubDate><description /><lastBuildDate>Tue, 27 Mar 2012 07:43:14 GMT</lastBuildDate><item><title>การตรวจสอบและการประเมินกำลังโครงสร้างคอนกรีต</title><link>http://www.smartcoating.com/inspection-and-capacity-evaluation-of-concrete-structure</link><pubDate>Tue, 27 Mar 2012 05:00:00 GMT</pubDate><dc:creator>client-designer</dc:creator><description><![CDATA[<table width="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" border="0" class="contentGrey">
    <tbody>
        <tr>
            <td style="text-align: right; vertical-align: top;">&nbsp;<span class="contentBlue">บทความวิชาการ</span></td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top; background-color: #278bda;"><span class="HeaderWhite"><br />
            การตรวจสอบและการประเมินกำลังโครงสร้างคอนกรีต<br />
            (Inspection and capacity evaluation <br />
            of concrete structure)</span><br />
            <br />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: right; vertical-align: top;"><span class="subHeaderGrey">รศ. ดร. อมร พิมานมาศ</span><br />
            <span class="contentBlue">กรรมการอำนวยการและประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมโครงสร้างและสะพาน</span></td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกำลังรับน้ำหนักของโครงสร้างคอนกรีต ว่าสามารถแบกทานน้ำหนักบรรทุกหรือสามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมได้หรือไม่ วิศวกรอาจใช้ <br />
            <br />
            <ol>
                <li>การวิเคราะห์โครงสร้างเพื่อหาความสามารถในการแบกทานน้ำหนักบรรทุก และ/หรือ </li>
                <li>การทำการทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุก (Load Test) </li>
            </ol>
            <br />
            บทความนี้นำเสนอวิธีการตรวจสอบโครงสร้างด้วยวิธีทั้งสอง โดยเนื้อหาในบทความนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ <br />
            <ol>
                <li>การประเมินน้ำหนักบรรทุกที่กระทำต่อโครงสร้าง และ </li>
                <li>วิธีที่ใช้ประเมินกำลังรับน้ำหนักของโครงสร้าง </li>
            </ol>
            <br />
            เนื้อหาในบทความนี้เป็นไปตามรายงานของคณะกรรมการ ACI Committee 437 เรื่อง Strength Evaluation of Existing Concrete Buildings [1] เนื้อหาของรายงานฉบับนี้ได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการคอนกรีตและวัสดุ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ในการร่างคู่มือการตรวจสอบโครงสร้างคอนกรีต<br />
            <br />
            ขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อประเมินกำลังรับน้ำหนักของโครงสร้างสรุปได้ดังนี้<br />
            <ol>
                <li>รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างให้ได้มากที่สุด จากแปลน แบบ บันทึก รายงาน หรือจากการพูดคุยกับวิศวกร หรือ คนงานที่เกี่ยวข้องตอนก่อสร้าง</li>
                <li>ทำการสำรวจสภาพโครงสร้าง เช่น ขนาด และตำแหน่งขององค์อาคารจริง ว่าตรงตามแบบหรือไม่</li>
                <li>ทำการสุ่มตัวอย่างคอนกรีตและเหล็กเพื่อทำการทดสอบหากำลังวัสดุที่แท้จริง</li>
                <li>ประเมินน้ำหนักบรรทุก และ สภาวะแวดล้อมที่โครงสร้างต้องแบกทาน</li>
                <li>เลือกวิธีที่ใช้ประเมินกำลังรับน้ำหนักบรรทุก ซึ่งมีด้วยกัน 3 วิธีหลักๆคือ 1. การวิเคราะห์ตามทฤษฎี 2. การทำการทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกกับแบบจำลองโครงสร้าง และ 3. การทำการทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกโครงสร้างจริง</li>
            </ol>
            <br />
            บทความนี้จะเน้นที่ขั้นตอนที่ 4 และ 5 และจะยกตัวอย่างการตรวจสอบหากำลังรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้างคอนกรีตโดยวิธีวิเคราะห์ทางทฤษฎี&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span class="button"><a href="http://122.155.10.254/smartcoating/Inspection-and-capacity-evaluation-of-concrete%20structure.pdf" target="_new">Read More...</a></span><br />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
    </tbody>
</table>]]></description><guid>http://www.smartcoating.com/inspection-and-capacity-evaluation-of-concrete-structure</guid></item><item><title>การใช้ถุงทรายเพื่อป้องกันนํ้าท่วม</title><link>http://www.smartcoating.com/sandbagging-for-flood-protection-ayuthaya-pathumthani-bangkok-thailand-flood</link><pubDate>Wed, 19 Oct 2011 05:00:00 GMT</pubDate><dc:creator>client-designer</dc:creator><description><![CDATA[<table align="center" style="width: 98%;" class="contentGrey">
    <tbody>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">
            <iframe scrolling="no" frameborder="0" allowtransparency="true" style="border: medium none; overflow: hidden; width: 100px; height: 21px;" src="http://www.smartcoating.com//www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.smartcoating.com%2Fsandbagging-for-flood-protection-ayuthaya-pathumthani-bangkok-thailand-flood&amp;send=false&amp;layout=button_count&amp;width=100&amp;show_faces=false&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;font&amp;height=21"></iframe>
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><span class="HeaderOrange">การใช้ถุงทรายเพื่อป้องกันนํ้าท่วม</span>
            <br />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><strong><span class="contentOrange">โดย รศ. ดร. อมร พิมานมาศ</span></strong><br />
            สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;"><span class="contentOrange">สวัสดีครับ</span> เพื่อนๆวิศวกรทุกท่าน ขณะนี้ทุกท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าประเทศของเรากำลังประสบภัยพิบัตินํ้าท่วมหนักหนาสาหัสเหลือเกิน แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนํ้าแต่คิดว่า น่าจะเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการป้องกันนํ้าท่วมไปบ้างเผื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆวิศวกร ในการที่จะให้คำแนะนำหรือเผยแพร่ให้แก่คนที่เรารู้จักตลอดจนประชาชนทั่วไปตามโอกาสสมควร เผอิญผมได้มีโอกาสอ่านบทความที่น่าสนใจเรื่อง Sandbagging for flood protection โดย Kenneth Hellevang จาก North Dakota State University ผมเห็นว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์จึงนำมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทย พร้อมทั้งเพิ่มเติมบางส่วนเข้าไปหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนวิศวกรบ้างไม่มากก็น้อย<br />
            <p>ในปัจจุบันเราจะเห็นมีการนำถุงทรายมาทำคันหรือกำแพงกันนํ้ากันมาก บางครั้งก็ทำถูกทำผิด เกิดการรั่วซึมของนํ้า หรือ แม้กระทั่งอาจทำให้คันถุงทรายเกิดพังทลายลงไปหากทำไม่ถูกต้อง ผมเลยจะนำเรื่องการใช้ถุงทรายเพื่อป้องกันนํ้าท่วมมาเขียนเล่าสู่กันฟังในแบบสั้นๆ เป็นข้อๆดังนี้ และถือโอกาสแทรกหลักทางวิศวกรรมไปด้วยเลย (เอาตามที่ผมเข้าใจนะครับ)</p>
            <span class="subHeaderOrange">1. รูปร่างของคันกันนํ้าที่ทำจากถุงทราย</span><br />
            คันกันนํ้าอาศัยหลักการของแรงเสียดทานที่ผิวล่างเพื่อต้านแรงดันนํ้าที่มากระทำ ดังนั้นรูปร่างของคันจะต้องมีเสถียรภาพต่อการต้านแรงดันนํ้าด้านข้าง โดยฐานต้องมีความกว้างสองถึงสามเท่าของความสูง เพื่อจะได้มีพื้นที่ฐานที่สัมผัสกับพื้นดินมากๆ จะได้ต้านทานการเลื่อนไถล (Sliding) และการไม่พลิกควํ่า (Overturning) ได้ดี นอกจากนี้ถุงทรายต้องมีจำนวนมากพอเพื่อจะทำให้เกิดนํ้าหนักกดลงมากๆ จะได้ไม่เลื่อนไถลได้ง่าย และพื้นด้านล่างที่สัมผัสกับดินจะต้องทำความสะอาดผิวสัมผัสไม่ให้มีคราบดิน หรือ คราบนํ้ามันซึ่งจะทำให้พื้นลื่นและทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานตํ่า ส่วนความสูงของกำแพงถุงทรายก็ควรจะสูงกว่าระดับนํ้าที่คาดคะเนไว้สัก 1 ฟุตหรือ 30 ซม. เพื่อกันการกระฉอกของนํ้า ในบางพื้นอาจจะพอคะเนระดับนํ้าได้ เนื่องจากเคยประสบนํ้าท่วมมาก่อน แต่บางพื้นที่อาจจะไม่ทราบเลย และไม่แน่ใจว่าหน่วยงานต่างๆ ได้มีข้อมูลตรงนี้หรือไม่ แต่ในต่างประเทศจะมีแผนที่เสี่ยงภัยนํ้าท่วม (Flood hazard map) ซึ่งจะให้ทราบค่าคะเนความสูงนํ้าท่วมในแต่ละพื้นที่ได้ ตรงนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากมีข้อมูลดังกล่าว ควรจะนำมาเผยแพร่ แต่หากยังไม่มี ก็อาจจะต้องรวบรวมข้อมูลการเกิดนํ้าท่วมตลอดจนจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยขึ้นมาใช้ในอนาคตต่อไป</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;"><br />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/sandbagging-for-flood-protection-1.gif" />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;"><span class="subHeaderOrange">&nbsp;2. ไม่ควรกองถุงทรายพิงผนังกำแพงอาคาร</span> เพราะแรงดันนํ้าอาจถ่ายเข้าสู่กำแพงและทำให้กำแพงเสียหายได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าแรงดันนํ้าที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แรงดันนํ้าแบบสถิต (Hydrostatic pressure) แต่จะเป็นแรงดันนํ้าแบบพลศาสตร์ (Hydrodynamic pressure) เนื่องจากนํ้าที่แรงและมาเร็วอาจจะมาปะทะกองถุงทรายแบบตรงๆด้วยแรงดันที่สูงมากกว่าแรงดันสถิต สูตรหรือสมการที่ใช้ในการคำนวณแรงดันทั้งสองต่างกันดังนี้<br />
            <br />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/sandbagging-for-flood-protection-2.gif" />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;"><span class="subHeaderOrange">3. หากมีบริเวณพื้นที่มากพอควรทำพื้นที่กันชนระหว่างแนวกำแพงถุงทรายกับตัวอาคาร</span> (อย่างน้อยประมาณ 2.5 เมตรขึ้นไป) แล้วเตรียมปั๊มนํ้าไว้ในพื้นที่กันชนนี้ เผื่อไว้กรณีที่เกิดการรั่วซึมจะได้สูบนํ้าออกไปได้ และหากเป็นไปได้ ในกรณีที่มีพื้นที่มากพอ ถ้าจะทำคันสองชั้นก็ยิ่งดี จะช่วยลดความเสี่ยงจากนํ้าท่วมลงได้อีกมาก</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;"><span class="subHeaderOrange">4. จำนวนถุงทรายที่ต้องการขึ้นอยู่กับขนาดของถุงทราย ความสูง และความกว้างของคันถุงทราย</span> อาจประมาณคร่าวๆโดยดูจากภาพข้างล่าง ซึ่งเป็นกรณีที่กองถุงทรายให้มีอัตราส่วนความกว้างฐานเท่ากับสองเท่าของความ สูง (B = 2H) ดังรูป<br />
            การประมาณจำนวนถุงทรายอาจสรุปเป็นตารางดังนี้ (ต่อความยาว 1 เมตร)</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/sandbagging-for-flood-protection-3.gif" />
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">ตารางข้างต้นมีสมมุติฐานว่าถุงทรายที่เมื่อใส่ทรายแล้วนำไปวาง มีขนาดประมาณ กว้าง 25 ซม. ยาว 35 ซม. และสูง 10-12.5 ซม. (ไม่เท่ากับขนาดถุงทรายเปล่าเนื่องจากไม่ได้บรรจุทรายจนเต็ม) หากใช้ถุงทรายขนาดอื่น จำนวนถุงทรายที่ต้องการจะเปลี่ยนไป จะต้องปรับจำนวนตามความเหมาะสม</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;<span class="subHeaderOrange">5. หากต้องการให้กองถุงทรายสูงเกิน 5 ฟุตขึ้นไป</span> ควรขุดร่องขนาดกว้าง 2 ถุงทราย สูง 1 ถุงทรายเพื่อเพิ่มการยึดเกาะกับพื้นดินดังรูป อันนี้เสมือนทำเป็นเดือยยึดกำแพงเข้ากับพื้นได้ดียิ่งขึ้น</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/sandbagging-for-flood-protection-4.gif" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;<span class="subHeaderOrange">6. การใส่ทรายในถุงให้ใส่เลยครึ่งถุงไปเล็กน้อยแล้วผูกถุงใกล้ปลายบน</span> เพื่อให้ทรายเคลื่อนตัวอยู่ภายในถุงได้ง่าย ซึ่งจะทำให้ทรายไหลไปอุดช่องว่างๆต่างได้ดี หากใส่ทรายมากเกินไป หรือ ผูกถุงในระดับที่ตํ่าเกินไป จะยึดหรือบังคับจนทรายเคลื่อนที่ไปมาไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไปอุดช่องว่างได้ จึงมีโอกาสเกิดการรั่วซึมได้ง่าย</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/sandbagging-for-flood-protection-5.gif" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;<span class="subHeaderOrange">7. การกองถุงทรายในแถวเดียวกันให้วางส่วนที่มีทรายของถุงหนึ่งบนส่วนที่ไม่มีทรายของถุงก่อนหน้าไปเรื่อยๆ</span> การวางในแถวอื่นหรือชั้นถัดไปให้วางให้เหลื่อมกันประมาณครึ่งถุงเหมือนเราก่ออิฐเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างรอยต่อในแนวเดียวกันระหว่างแถวหรือระหว่างชั้นของถุงทราย เมื่อวางแต่ละถุงแต่ละแนวให้ขึ้นไปเหยียบคล้ายการบดอัดเพื่อให้เกิดความแน่น จะได้ไม่มีช่องว่างให้นํ้ารั่วซึมออกไป และ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กองถุงทรายอีกด้วย นอกจากนี้ถุงทรายควรจะวางให้ขนานกับทิศทางการไหลของกระแสนํ้าเพื่อลดแรงกระแทกของนํ้า</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/sandbagging-for-flood-protection-6.gif" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;<span class="subHeaderOrange">8. ใช้ผ้าใบหรือผ้าพลาสติกทำการกันซึมให้แก่กำแพงถุงทราย</span> โดยวางผ้าพลาสติกหรือผ้าใบคลุมถุงทรายให้เลยออกจากฐานทั้งสองด้านออกไปอย่างน้อย 30 ซม. แต่ห้ามวางใต้ฐานเด็ดขาดเพราะจะทำให้ความฝืดลดลง จากนั้นให้นำถุงทรายวางบนผ้าพลาสติกเพื่อเป็นนํ้าหนักกดกันผ้าพลาสติกเลื่อนไถลออกจากกำแพงถุงทราย ผ้าพลาสติกควรจะมีความหนาพอ ไม่ขาดหรือเปื่อยง่าย การวางผ้าพลาสติกควรวางอย่างหย่อนๆ ไม่ต้องขึงจนตึงเพราะแรงดันนํ้าจะช่วยดันให้ผ้าพลาสติกแนบกับตัวกำแพงได้เอง หากขึงจนตึงอาจทำให้ผ้าพลาสติกขาดได้ง่ายเนื่องจากการขึงเหมือนเป็นการออกแรงดึงแก่ผ้า ดังนั้นเมื่อเจอแรงดันนํ้าจะทำให้ขาดหรือเป็นรูได้ง่าย จึงต้องระวังให้ดี
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: center; vertical-align: top;"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/sandbagging-for-flood-protection-7.gif" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td class="contentOrange" style="text-align: left; vertical-align: top;">ครับ ผมหวังว่าเอกสารนี้จะพอมีประโยชน์บ้าง หากมีข้อผิดพลาดประการใดในบทความนี้ ผมขอน้อมรับแต่ผู้เดียว ท้ายสุดนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศของเราจะพ้นภัยพิบัติจากนํ้าท่วม ครั้งนี้โดยเร็ว สวัสดี</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;"><span class="subHeaderOrange">อ้างอิง</span><br />
            1. Kenneth Hellevang , Sandbagging for flood protection<br />
            2. มยผ. 1312-51 มาตรฐานการออกแบบโครงสร้างอาคารอพยพในเขตเสี่ยงภัยระดับสึนามิปานกลาง</td>
        </tr>
        <tr>
            <td style="text-align: left; vertical-align: top;">&nbsp;</td>
        </tr>
    </tbody>
</table>]]></description><guid>http://www.smartcoating.com/sandbagging-for-flood-protection-ayuthaya-pathumthani-bangkok-thailand-flood</guid></item><item><title>การใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เสริมกำลังเสาอาคารต้านทานแผ่นดินไหว</title><link>http://www.smartcoating.com/how-to-use-carbon-fibreglass-to-support-building-strength-during-earthquake</link><pubDate>Mon, 29 Aug 2011 05:00:00 GMT</pubDate><dc:creator>client-designer</dc:creator><description><![CDATA[<table width="600" cellspacing="0" cellpadding="0" border="0" align="left">
    <tbody>
        <tr>
            <td colspan="5">
            <p style="text-align: center;"><span class="subHeaderOrange">การใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เสริมกำลังเสาอาคารต้านทาน<br />
            แผ่นดินไหว</span></p>
            <div style="text-align: center;">
            <span class="contentGrey">รองศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศ</span><br />
            <span class="contentGrey">
            รท. ประกาศิต จันทนลิขิต</span><br />
            <span class="contentGrey">
            สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</span></div>
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td colspan="5">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td class="contentGrey" colspan="5">เสานับเป็นโครงสร้างที่สำคัญของอาคาร เนื่องจากเสาต้องทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักของอาคารทั้งหลัง ดังนั้นหากเสาเกิดการวิบัติก็อาจส่งผลให้อาคารทั้งหลังถล่มลงมาได้ เสาอาคารที่ก่อสร้างในประเทศไทยนั้นมักมีขนาดเล็ก ใส่เหล็กเสริมน้อย เนื่องจากการออกแบบที่ผ่านมาไม่ได้คำนึงถึงแรงแผ่นดินไหว เมื่อมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น เสาเหล่านี้จะมีการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทำอาจให้เสาเกิดการวิบัติได้ ร่องรอยการวิบัติในเสาได้แก่การเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ในเสา คอนกรีตกะเทาะหลุดออกมา เหล็กเสริมดุ้งหรืออาจขาดได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เสามักเกิดขึ้นที่บริเวณโคนเสา หรือ บริเวณตรงกลางความสูงเสา ดังแสดงในรูป 1</td>
        </tr>
        <tr>
            <td colspan="5">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/Earthquake-protection-structural-strength-of-building-improves-with-carbon-fibre-treatment.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td colspan="5">
            <p><span class="contentGrey">การวิบัติหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเสานี้ สามารถป้องกันได้โดยการเสริมกำลังเสาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ���ารขยายขนาดเสาให้โตขึ้น การพันเสาด้วยแผ่นเหล็ก เป็นต้น วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้เหล็ก และ คอนกรีตเป็นวัสดุเสริมกำลัง วิธีดั้งเดิมนี้มีข้อดีคือราคาไม่แพง แต่ มีข้อเสียคือต้องใช้แรงงานและระยะเวลาในการก่อสร้างมาก และ บางครั้งอาจจะต้องปิดการใช้งานโครงสร้างเพื่อทำการเสริมกำลัง  ปัจจุบันการค้นคว้าวิจัยวัสดุใหม่ๆมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก โพลีเมอร์เสริมเส้นใย (Fiber Reinforced Polymer) เป็นวัสดุใหม่ที่ทำขึ้นมาจากเส้นใยที่มีความแข็งแรงสูง (high strength fibers) ฝังตัวในโพลีเมอร์เรซิน เส้นใยที่ใช้มีหลายประเภทได้เช่น เส้นใยคาร์บอน เส้นใยแก้ว เส้นใยอะรามิด เป็นต้น (ดูรูป 2) แต่ที่ได้มีการศึกษาค้นคว้ามา พบว่าเส้นใยคาร์บอนมีความแข็งแรงสูงมากมีกำลังมากกว่าเหล็กเส้นถึง 10 เท่าจึงเหมาะสมที่จะนำมาเสริมกำลังเสาเพื่อเพิ่มความแข็งแรง </span></p>
            <p><span class="contentGrey">ในโครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเพื่อลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทยระยะที่สอง  ผู้เขียนได้นำเอาแผ่นโพลีเมอร์เสริมเส้นใยคาร์บอน หรือที่เรียกว่า CFRP (Carbon  fiber reinforced polymers) มาใช้ในการเสริมกำลังเสาด้วยการพันแผ่น CFRP  รอบเสาตรงบริเวณที่จะเป็นจุดที่เสาเสียหาย  ขั้นตอนการทำงานง่ายมากโดยเริ่มต้นจากการฉาบกาวอีพอกซี่บนแผ่น CFRP ให้แทรกเข้าไปในแผ่น CFRP จนชุ่มแล้วทำการพันแผ่น CFRP  รอบเสาในบริเวณโคนเสา หรือ ตำแหน่งอื่นๆที่คาดว่าจะเกิดความเสียหาย  โดยจำนวนแผ่น CFRP ที่ใช้พันขึ้นอยู่กับการออกแบบ  ซึ่งต้องปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง  ในแต่ละรอบที่ทำการพันจะฉาบกาวอีพอกซีเข้าไปเพื่อให้แผ่นแต่ละแผ่นยึดติดกันและยึดกับเสาคอนกรีตอย่างมั่นคงแข็งแรง  การพันแต่ละแผ่นจะต้องระวังมิให้เกิดการทาบของแผ่น CFRP ที่ตำแหน่งเดียวกัน</span></p>
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/structural-strength-of-building-improves-with-carbon-fibre-treatment.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/CFRP-pillar-anti-earthquake-carbon-fibre.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td colspan="5">
            <p><span class="contentGrey">เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าแผ่น  CFRP  สามารถนำมาใช้เสริมกำลังเสาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียนจึงได้ทำการทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาโดยเป็นการทดสอบการโยกตัวของเสาด้วย  hydraulic actuator ซึ่งแทนแรงแผ่นดินไหวที่มากระทำต่อเสาทดสอบ  จากนั้นทำการเปรียบเทียบระหว่างเสาที่ไม่ได้พันด้วยแผ่น CFRP และเสาที่พันด้วยแผ่น CFRP ในการทดสอบใช้ตัวอย่างเสาที่มีความสูงต่างๆ  กันได้แก่เสาสั้น เสาสูงปานกลาง และ เสายาว (รูป 4) นอกจากนี้ตัวอย่างเสาที่นำมาทดสอบยังพิจารณาการก่อสร้างจริงในประเทศไทย  โดยพิจารณาทั้งกรณีที่ทำการทาบเหล็กยืนในเสาที่ฐานราก และ กรณีที่ไม่ได้ทำการทาบแต่ใช้วิธีฝังเหล็กยืนในเสาลงไปในฐานรากโดยตรง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></p>
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/s1frp-s3frp-s5frp.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/structural-strength-of-building-improves-with-carbon-fibre-treatment-CFRP.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/lateral-drift-CFRP.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/lateral-drift-CFRP-carbon-fibre.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td colspan="5">
            <p><span class="contentGrey">ผลการทดสอบเสาเปรียบเทียบระหว่างเสาที่พันแผ่น CFRP และที่ไม่ได้พันแผ่น CFRP แสดงในรูป 5-6 จากรูปจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเสาที่ไม่ได้พันแผ่น  CFRP  จะเกิดการเสียหายอย่างหนักที่บริเวณโคนเสา  ได้แก่รอยแตกร้าวหลายๆทิศทาง คอนกรีตกะเทาะหลุดออกมาจนเผยให้เห็นเหล็กเส้นที่เสริมเป็นโครงอยู่ด้านใน  เหล็กเส้นเกิดการโก่งเดาะและเสียรูปจนไม่อาจต้านทานแรงได้อีกต่อไป  แต่เมื่อพันเสาด้วยแผ่น CFRP แล้วพบว่าสามารถลดความเสียหายลงได้อย่างมาก  และ ทำให้เสาสามารถเกิดการโยกตัวได้เพิ่มขึ้นอีก 3-4 เท่า  นอกจากนี้กำลังรับน้ำหนักของเสาก็ยังเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน <br />
            ในเสาที่พันด้วยแผ่น CFRP เมื่อได้ตัดแผ่น CFRP ออกไปภายหลังจากที่การทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว  เพื่อทำการตรวจสอบสภาพเนื้อคอนกรีตที่ถูกหุ้มด้วยแผ่น CFRP ดังแสดงในรูป  7 พบว่าสภาพเนื้อคอนกรีตด้านในยังดีอยู่คอนกรีตมีรอยแตกร้าวเล็กน้อย  คอนกรีตไม่กะเทาะหลุดออกมา ทำให้เนื้อคอนกรีตสามารถช่วยพยุงเหล็กเส้นที่วางเป็นโครงอยู่ด้านในไม่ให้โก่งเดาะหรือเสียรูปไป  และทำให้สามารถรักษากำลังรับน้ำหนักของเสา และ เพิ่มความเหนียวให้แก่เสาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/S5-FRP.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td colspan="5">
            <p class="contentGrey">ประการสุดท้ายคือความสัมพันธ์ระหว่างกำลังรับแรงกับการโยกตัวของเสา  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเสาที่ไม่ได้พันด้วยแผ่น CFRP และที่พันด้วยแผ่น CFRP (รูป 8) พบว่าเสาที่พันด้วยแผ่น CFRP มีกำลังรับแรงเพิ่มขึ้น  มีความเหนียวในการโยกตัวสูงขึ้น และ จากลักษณะของเส้นกราฟที่อ้วนกว่า  แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพในการดูดซับและสลายพลังงานได้ดีกว่าเสาที่ไม่ได้พันด้วยแผ่น  CFRP เป็นอย่างมาก</p>
            </td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/displacement-with-and-without-FRP.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td valign="top" align="center" colspan="5"><img alt="" src="http://122.155.10.254/smartcoating/displacement-with-and-without-FRP-Chart2.jpg" /></td>
        </tr>
        <tr>
            <td colspan="5">&nbsp;</td>
        </tr>
        <tr>
            <td>&nbsp;</td>
            <td>&nbsp;</td>
            <td>&nbsp;</td>
            <td>&nbsp;</td>
            <td>&nbsp;</td>
        </tr>
    </tbody>
</table>]]></description><guid>http://www.smartcoating.com/how-to-use-carbon-fibreglass-to-support-building-strength-during-earthquake</guid></item><item><title>Epoxy Self Leveling  เหมาะกับงานแบบไหน</title><link>http://www.smartcoating.com/epoxy-self-leveling</link><pubDate>Wed, 18 May 2011 05:00:00 GMT</pubDate><dc:creator>Da</dc:creator><description><![CDATA[<p class="contentGrey">พื้นบริเวณประกอบและผลิตของโรงงาน,พื้นโรงงานโดยทั่วไปทุกโรงงาน, พื้นรีสอร์ท สไตล์ บูติกรีสอร์ท, พื้นศูนย์บริการรถยนต์, ห้องเก็บแบตเตอร์รี่, คลังสินค้า, ห้องแล็บ ห้องทดลอง, คลีนรูม ห้องปลอดเชื้อ, ห้องเครื่อง, โรงพิมพ์, เวิร์คช็อพ, โรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิก, โรงงานกระดาษและผลิตเยื่อกระดาษ, ซุปเปอร์มาเกตหรือศูนย์การค้า, อาคารจอดรถ </p>]]></description><guid>http://www.smartcoating.com/epoxy-self-leveling</guid></item><item><title>Why choose Smart Coating?</title><link>http://www.smartcoating.com/why-choose-smart-coating</link><pubDate>Wed, 18 May 2011 05:00:00 GMT</pubDate><dc:creator>Smart &amp; Bright Co., Ltd</dc:creator><description><![CDATA[]]></description><guid>http://www.smartcoating.com/why-choose-smart-coating</guid></item></channel></rss>
